Share

Newcastle Disease Virus in Psittacine Birds: Clinical Signs, Diagnosis, and the Current Situation in Thailand

Last updated: 24 Sept 2026
41 Views

Newcastle Disease Virus in Psittacine Birds: Clinical Signs, Diagnosis, and the Current Situation in Thailand

 

          “นกแก้วติดโรคนิวคาสเซิลได้หรือไม่? ทำความเข้าใจเชื้อ Newcastle disease virus ในกลุ่มนกแก้ว ตั้งแต่อาการ การแพร่เชื้อ การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงข้อมูลสถานการณ์และการเฝ้าระวังโรคในประเทศไทย”

โรคนิวคาสเซิล (Newcastle disease; ND) มักถูกกล่าวถึงในบริบทของไก่และอุตสาหกรรมสัตว์ปีก แต่เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสามารถติดเชื้อในนกได้หลายชนิด รวมถึงนกในอันดับกลุ่มนกแก้วและนกปากขอ (Psittaciformes) เช่น นกแก้ว อเมซอน คอนัวร์ ค็อกคาเทล ค็อกคาทู พาราคีท และบัดเจอริการ์ เป็นต้น ประเด็นนี้มีความสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงนก ฟาร์มเพาะพันธุ์ ร้านจำหน่ายสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ และสถานที่ที่เลี้ยงนกหลายตัวร่วมกัน เพราะการติดเชื้อในนกกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงอาการเหมือนกันทุกชนิด บางตัวอาจมีอาการทางระบบหายใจ บางตัวแสดงอาการทางระบบประสาท ขณะที่บางตัวอาจติดเชื้อโดยมีอาการไม่เด่นชัด ที่สำคัญ หลักฐานเฉพาะเกี่ยวกับไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิล (Newcastle disease virus; NDV) ในกลุ่มนกแก้ว ยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับข้อมูลในไก่ และงานวิจัยสำคัญหลายชิ้นเผยแพร่มานานแล้ว ดังนั้นการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้กับนกเลี้ยงในปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาชนิดนก สายพันธุ์ไวรัส และบริบทของแต่ละกรณีด้วย

 

 

โรคนิวคาสเซิลเกิดจากอะไร?

          โรคนิวคาสเซิลเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม avian paramyxovirus type 1 (APMV-1) หรือ Newcastle disease virus (NDV) โดยไวรัสในกลุ่มนี้มีความรุนแรงแตกต่างกันมาก บางสายพันธุ์ก่ออาการเพียงเล็กน้อย ขณะที่สายพันธุ์รุนแรงสามารถทำให้เกิดโรคทางระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท หรือทำให้สัตว์ปีกตายเป็นจำนวนมากได้ โดยองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organisation for Animal Health; WOAH) ระบุว่าโรคนิวคาสเซิลเป็นโรคติดต่อสำคัญในสัตว์ปีก และการยืนยันโรคต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากอาการสามารถคล้ายกับโรคไข้หวัดนกและโรคติดเชื้ออื่นได้มาก

          ปัจจุบัน ไวรัสโรคนิวคาสเซิล มีเพียง 1 ซีโรไทป์ (Serotype) แต่สามารถแบ่งแยกย่อยตาม ระดับความรุนแรงในการก่อโรค (Pathogenicity pathotypes) ได้เป็น 3 สายพันธุ์หลัก ดังนี้
1.สายพันธุ์รุนแรงมาก (Velogenic): ทำให้สัตว์ปีกป่วยและตายอย่างรวดเร็ว อัตราการตายสูงถึง 100% มีอาการแสดงออกทางระบบประสาทและทางเดินหายใจอย่างรุนแรง
2.สายพันธุ์รุนแรงปานกลาง (Mesogenic): ก่อให้เกิดอาการป่วยปานกลาง มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ แต่อัตราการตายน้อยกว่าสายพันธุ์แรก
3.สายพันธุ์ไม่รุนแรง หรือเชื้ออ่อน (Lentogenic): ติดเชื้อแล้วมักไม่แสดงอาการรุนแรง หรือมีอาการทางระบบหายใจเพียงเล็กน้อย มักนำมาใช้เป็นเชื้อตั้งต้นในการผลิตวัคซีน

 


          สำหรับนกแก้ว ควรแยกคำว่า “ตรวจพบ APMV-1/NDV” ออกจาก “เป็นโรคนิวคาสเซิลจากเชื้อชนิดรุนแรง” เพราะการพบสารพันธุกรรมของไวรัสเพียงอย่างเดียวยังไม่บอกระดับความรุนแรงของเชื้อ การจำแนกเพิ่มเติมอาจต้องอาศัยข้อมูลบริเวณ fusion protein cleavage site การตรวจลำดับพันธุกรรม หรือการทดสอบอื่นตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

เมื่อนกแก้วติดเชื้อ อาจมีอาการอย่างไร?

          เมื่อนกแก้วมีการติดเชื้อ มักมีการแสดงอาการที่แตกต่างกัน และไม่สามารถใช้ลักษณะอาการเพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันโรคได้ งานทดลองของ Erickson และคณะในปี 1977 ศึกษาการติดเชื้อไวรัสนิวคาสเซิลชนิดรุนแรงในนกเลี้ยงหลายชนิด รวมถึงบัดเจอริการ์ นกแก้วอเมซอน และคอนัวร์ พบอาการตั้งแต่ขนพอง เยื่อบุตาอักเสบ ไปจนถึงอาการทางระบบประสาท เช่น เดินเซ ปีกสั่น อัมพาตของขา และการสั่นหรือกระตุกของศีรษะ ความรุนแรงและอัตราตายแตกต่างกันอย่างมากตามชนิดของนก ในการทดลองเดียวกัน อัตราการตายที่รายงานอยู่ที่ 55% ใน halfmoon conure, 29% ในนกแก้วอเมซอน และ 22% ในบัดเจอริการ์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มาจากการทดลองกับเชื้อไวรัสเฉพาะสายพันธุ์ภายใต้เงื่อนไขการศึกษา จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นอัตราตายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในนกแก้วทุกชนิดหรือในสถานการณ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากการระบาดตามธรรมชาติเช่นกัน รายงานในสหรัฐอเมริกาปี 1991 พบโรคนิวคาสเซิลชนิดรุนแรงในนก Psittacine หลายชนิด ได้แก่ yellow-headed Amazon, yellow-naped Amazon, cockatiel และ conure โดยพบทั้งอาการทางระบบหายใจและระบบประสาท และสามารถแยกเชื้อได้จาก tracheal swab, cloacal swab และเนื้อเยื่อหลายชนิด ในทางปฏิบัติ อาการเหล่านี้ไม่จำเพาะต่อ NDV นกที่มีอาการซึม หายใจผิดปกติ ท้องเสีย เดินเซ คอบิด สั่น หรือเป็นอัมพาต อาจเกิดจากโรคติดเชื้อ สารพิษ ความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม หรือโรคทางระบบประสาทอื่นได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม

ภาพแสดงอาการเบื้องต้นของโรคนิวคาสเซิล 

ที่มา https://acapak.wixsite.com/home/single-post/2017/05/30/newcastle-virus-awareness

 

 

 

ภาพแสดงอาการของโรคในนกพาราคีท

ที่มา Virulent Newcastle Disease: Information for Veterinarians. California Department of Food and Agriculture. https://www.cdfa.ca.gov/ahfss/animal_health/pdfs/V_N_D_Veterinarians.pdf

 

 

ประเด็นสำคัญในนก Psittacine: การขับเชื้ออาจยาวนาน
          ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งจากงานศึกษารุ่นแรก คือการตรวจพบเชื้อเป็นเวลานานในนกบางชนิด ในการทดลองของ Erickson และคณะ สามารถตรวจพบ NDV จากสารคัดหลั่งทางปากและ cloaca ของนกหลายชนิดเป็นระยะเวลานาน และในนกแก้วบางตัวตรวจพบได้นานกว่า 1 ปีหลังได้รับเชื้อ ข้อมูลนี้ไม่ควรถูกตีความว่า นกแก้วทุกตัวที่ติด NDV จะเป็นพาหะนานหนึ่งปี เพราะเป็นผลจากการทดลองกับเชื้อและนกเฉพาะกลุ่ม แต่แสดงให้เห็นว่าการหายจากอาการทางคลินิกไม่ได้หมายความเสมอไปว่าเชื้อถูกกำจัดออกจากร่างกายแล้ว งานทดลองอีกชิ้นพบว่านกที่เลี้ยงสัมผัสร่วมกับนกที่ได้รับเชื้อโดยตรงสามารถติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ประเด็นนี้จึงมีความหมายต่อการกักกันนกใหม่ การเคลื่อนย้ายนก และการจัดการสถานที่ที่มีนกจากหลายแหล่งมาอยู่รวมกัน

 

เชื้อแพร่จากนกตัวหนึ่งสู่อีกตัวได้อย่างไร?
          นกที่ติดเชื้อสามารถปล่อยไวรัสออกมากับสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจและอุจจาระ เชื้อจึงแพร่ได้ทั้งจากการสัมผัสโดยตรงและจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อน เช่น น้ำ อาหาร กรง อุปกรณ์ รองเท้าหรือเครื่องมือที่ใช้ร่วมกัน ข้อมูลของกรมปศุสัตว์ของไทยที่รายงานเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงในปี 2569 ระบุเส้นทางการแพร่เชื้อผ่านสารคัดหลั่งบริเวณ oropharyngeal อุจจาระ ฝุ่น วัสดุปนเปื้อน และการสัมผัสกับนกที่มีเชื้อ สำหรับสถานที่เลี้ยงนกหลายตัว จึงควรให้ความสำคัญกับการแยกนกเข้าใหม่ออกจากฝูงเดิม การไม่ใช้อุปกรณ์ระหว่างกลุ่มโดยไม่ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และการแยกนกที่มีอาการผิดปกติออกจากนกตัวอื่นโดยเร็ว

 

การตรวจวินิจฉัย: อย่าพึ่งอาการเพียงอย่างเดียว
          การตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นส่วนสำคัญในการยืนยันการติดเชื้อ NDV เนื่องจากอาการทางคลินิกไม่จำเพาะ โดย WOAH ระบุถึงการใช้ real-time RT-PCR สำหรับการคัดกรอง APMV-1 และหากให้ผลบวกอาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่าเป็นเชื้อที่มีลักษณะสอดคล้องกับ NDV ชนิดรุนแรงหรือไม่ การตรวจลำดับพันธุกรรมบริเวณ fusion cleavage site เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ในการจำแนก ขณะที่ virus isolation ยังมีบทบาทในการวินิจฉัยและการจำแนกเชื้อ ในนกที่ยังมีชีวิต การเก็บตัวอย่างอาจรวมถึง oropharyngeal swab และ cloacal swab ส่วนกรณีนกเสียชีวิตอาจพิจารณาเก็บเนื้อเยื่อเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์และห้องปฏิบัติการ ผล PCR ที่เป็นบวกจึงควรตีความร่วมกับประวัติ อาการ ชนิดตัวอย่าง การสัมผัสโรค และผลการจำแนกเชื้อ ไม่ควรใช้ผลเพียงค่าเดียวเพื่อสรุปความรุนแรงของโรคทั้งหมด

 

สถานการณ์โรคนิวคาสเซิลในประเทศไทยเป็นอย่างไร?
          ประเทศไทยยังคงมีระบบเฝ้าระวังโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก และข้อมูลทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่ายังไม่พบการระบาดในสัตว์ปีกของประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับความชุกของ NDV ในนก Psittacine ในประเทศไทยยังมีจำกัด
          ข้อมูลทางการที่ระบุสถานะโดยตรงจากกรมปศุสัตว์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จัดทำขึ้นหลังประเทศมาเลเซียรายงานการกลับมาระบาดของโรคนิวคาสเซิล กรมปศุสัตว์ระบุว่า ณ เวลานั้น ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรคนิวคาสเซิลในสัตว์ปีก และมีการเก็บตัวอย่างเฝ้าระวังทั้งในสัตว์ปีกเลี้ยงและนกธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง การประเมินดังกล่าวยังประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์ปีกในฟาร์มที่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่ระบบเลี้ยงปล่อยมีโอกาสสัมผัสนกธรรมชาติมากกว่า จึงถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นในสถานการณ์ที่นำมาวิเคราะห์นั้น
          การเฝ้าระวังยังดำเนินต่อมาในปี 2569 สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ มีปฏิทินรับและรายงานผลตัวอย่างสำหรับกิจกรรมเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกและนิวคาสเซิลครอบคลุมช่วง กรกฎาคม–กันยายน 2569 และในเดือนกันยายนยังมีการดำเนินกิจกรรมวัคซีนป้องกันนิวคาสเซิลในสัตว์ปีกระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
          สำหรับ นกแก้วและนกกลุ่ม Psittacine ในประเทศไทย ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะยังมีจำกัด บทความประชุมวิชาการใน Thai Journal of Veterinary Medicine ปี 2024 เรื่อง “Update on viral disease of psittacine in Thailand” ระบุ Newcastle disease virus อยู่ในกลุ่มโรคไวรัสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนก Psittacine ในประเทศไทย

 

การป้องกันสำหรับผู้เลี้ยง ฟาร์ม และสถานพยาบาลนก
          การจัดการที่สำคัญที่สุดคือการลดโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ฝูง นกเข้าใหม่ควรได้รับการแยกจากนกกลุ่มเดิมตามระบบ quarantine ที่เหมาะสม นกที่เริ่มมีอาการทางระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร หรือระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแยกออกจากนกตัวอื่นและได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ที่ดูแลนก หากสงสัยโรคติดเชื้อ ควรจำกัดการเคลื่อนย้ายนกและระวังการใช้อุปกรณ์ร่วมกันระหว่างกรงหรือห้องเลี้ยง รวมถึงจัดระบบทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเพื่อลดการแพร่เชื้อผ่านสิ่งปนเปื้อน ส่วนการฉีดวัคซีนต้องแยกระหว่าง วัคซีนสำหรับสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์ กับ การใช้ในนก Psittacine ไม่ควรนำโปรแกรมวัคซีนของไก่มาใช้กับนกแก้วโดยอัตโนมัติ เพราะข้อมูลด้านประสิทธิภาพและภูมิคุ้มกันในนกกลุ่มนี้มีจำกัด ตัวอย่างเช่น การศึกษาในปี 2018 ทดลองวัคซีน Newcastle disease ในนกเลี้ยงหลายกลุ่ม รวมถึง Psittacines จำนวน 6 ตัว พบว่ากลุ่ม Psittacine ไม่ได้มีการเพิ่มของระดับแอนติบอดีอย่างชัดเจนเหมือนนกกลุ่มอื่นในการศึกษานั้น ผลดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าวัคซีน “ไม่ได้ผล” ในนกแก้วทุกชนิด แต่แสดงว่าการตอบสนองของนก Psittacine ไม่ควรถูกคาดการณ์จากข้อมูลในไก่โดยตรง การพิจารณาใช้วัคซีนในนกเลี้ยงจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ โดยคำนึงถึงชนิดนก ความเสี่ยงของสถานที่ ประวัติการสัมผัสโรค ชนิดวัคซีน และข้อกำหนดด้านการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย


สิ่งที่ควรจำเกี่ยวกับ NDV ในนกแก้ว
          นกแก้วและนก Psittacine สามารถติดเชื้อ NDV และอาจแสดงอาการตั้งแต่ระบบหายใจไปจนถึงระบบประสาทได้ แต่ลักษณะโรคแตกต่างกันตามชนิดนกและความรุนแรงของเชื้อ การศึกษาบางชิ้นพบการขับเชื้อเป็นเวลานานในนกแก้วบางตัว ทำให้การกักกัน การควบคุมการเคลื่อนย้าย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการมีบทบาทสำคัญเมื่อสงสัยโรค
          สำหรับประเทศไทย ข้อมูลทางการปี 2569 แสดงว่าระบบเฝ้าระวังโรคนิวคาสเซิลยังดำเนินอยู่ และข้อมูลกรมปศุสัตว์วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าในขณะนั้นยังไม่พบการระบาดในสัตว์ปีกของไทย ส่วนข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับ NDV ในนกแก้วเลี้ยงของประเทศไทยยังไม่เพียงพอที่จะระบุความชุกหรือแนวโน้มของโรค
          เมื่อพบอาการที่สงสัย การตรวจวินิจฉัยและการจัดการทางสัตวแพทย์จึงมีความหมายมากกว่าการประเมินจากอาการเพียงอย่างเดียว

 

ตัวช่วยคัดกรอง NDV สำหรับนกเลี้ยง: Pet Birds NDV Ag Rapid Test
          ในกรณีที่ต้องการประเมินเบื้องต้นว่านกอาจมีการติดเชื้อ Newcastle disease virus (NDV) หรือไม่ การตรวจหาแอนติเจนด้วยชุดตรวจแบบ rapid test สามารถช่วยให้ได้ผลคัดกรองภายในระยะเวลาสั้น ก่อนพิจารณาการตรวจยืนยันเพิ่มเติมตามความเหมาะสม VD064 PB.NDV Ag (Pet Birds NDV Ag Test) เป็นชุดตรวจแบบ lateral flow immunochromatographic assay สำหรับตรวจหาแอนติเจนของ Newcastle disease virus ในนกเลี้ยงแบบเชิงคุณภาพ (qualitative detection) ตัวอย่างที่สามารถใช้ตรวจ ได้แก่ สารคัดหลั่งจากหลอดลม (tracheal secretion) สารคัดหลั่งจาก cloaca และอุจจาระ โดยใช้เวลารออ่านผลประมาณ 5–10 นาที

 

 

 


แนะนำผลิตภัณฑ์: บริการตรวจโรคภูมิแพ้ในสัตว์

 

 

 

Pet Birds Newcastle Disease Virus Antigen Rapid Test

Brand : Vetdiagnostix



จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

· ใช้งานไม่ซับซ้อน
· ทราบผลภายในประมาณ 5–10 นาที
· ใช้ได้กับตัวอย่างจาก trachea, cloaca หรืออุจจาระตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
· เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นในนกเลี้ยง
· ผลิตภัณฑ์ผลิตภายใต้มาตรฐาน ISO 9001 และ GMP

 

การแปลผลควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางคลินิก
          Rapid antigen test เป็นเครื่องมือสำหรับ การคัดกรองเบื้องต้น ผลตรวจควรพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติการสัมผัสโรค ชนิดและคุณภาพของตัวอย่าง รวมถึงระยะของการติดเชื้อ ผลลบไม่ได้ตัดการติดเชื้อ NDV ออกทั้งหมด โดยเฉพาะหากปริมาณแอนติเจนในตัวอย่างต่ำหรือเก็บตัวอย่างในช่วงที่มีการขับเชื้อน้อย หากมีอาการหรือประวัติที่เข้าได้กับโรคนิวคาสเซิล ควรพิจารณาส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น RT-PCR หรือวิธีอื่นที่เหมาะสมตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ในทำนองเดียวกัน ผลบวกจาก rapid test ควรได้รับการประเมินร่วมกับข้อมูลทางคลินิก และในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรค การควบคุมการเคลื่อนย้าย หรือมาตรการทางสัตวแพทย์ อาจจำเป็นต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ Pet Birds Newcastle Disease Virus Antigen Rapid Test จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือช่วยคัดกรอง NDV อย่างรวดเร็วในสถานพยาบาลสัตว์ ฟาร์มเพาะเลี้ยง สถานที่กักกัน หรือสถานที่เลี้ยงนกหลายตัว ก่อนเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

 

  หมายเหตุสำหรับสัตวแพทย์ :
สำหรับการสั่งซื้อ กรุณาติดต่อทีมขายหรือฝ่ายบริการลูกค้าเพื่อรับคำปรึกษาและรายละเอียดการสั่งซื้อ

 

แหล่งที่มา : 

1.       Moustapha A, Talaki E, Akourki A, Ousseini M. Newcastle disease virus in poultry: current status and control prospects. World's Veterinary Journal. 2023;13(2):240-9.

2.       Afonso CL. Virulence during Newcastle disease viruses cross species adaptation. Viruses. 2021 Jan 15;13(1):110.

3.       Erickson GA, et al. Interactions between viscerotropic velogenic Newcastle diseases virus and pet birds of six species. I. Clinical and serologic responses, and viral excretion. Avian Diseases. 1977;21(4):642–654. DOI: 10.2307/1589424.

4.       Erickson GA, et al. Epizootiologic aspects of viscerotropic velogenic Newcastle disease in six pet bird species. American Journal of Veterinary Research. 1978;39(1):105–107.

5.       Panigrahy B, et al. Occurrence of velogenic viscerotropic Newcastle disease in pet and exotic birds in 1991. Avian Diseases. 1993;37(1):254–258.

6.       World Organisation for Animal Health (WOAH). Newcastle disease and Terrestrial Manual: Newcastle disease.

7.    สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์. การประเมินความเสี่ยงของโรคนิวคาสเซิลจากการพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านสู่ประเทศไทย. 3 กุมภาพันธ์ 2569.

8.       Tinnakorn C, Lorsunyaluck B, Phisitwanich T. Update on viral disease of psittacine in Thailand. Thai Journal of Veterinary Medicine. 2024;54(Suppl.):35.

9.       Pet Birds Newcastle Disease Virus Antigen Rapid Test. PM VetCare, Peter Mediphar, Smart Science. Available at https://www.pmvetcare.com/product/43171-52188/pet-birds-newcastle-disease-virus-antigen-rapid-test


Related Content
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy