Beak and Feather Disease Virus in Psittacine Birds: Clinical Disease, Diagnosis and Epidemiology in Thailand

Beak and Feather Disease Virus in Psittacine Birds: Clinical Disease, Diagnosis and Epidemiology in Thailand
“ทำความเข้าใจ Beak and Feather Disease Virus หรือ BFDV สาเหตุของโรคขนและจะงอยปากผิดปกติในกลุ่มนกแก้ว ตั้งแต่ลักษณะของเชื้อ พยาธิกำเนิด อาการ การแพร่เชื้อ การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงข้อมูลระบาดวิทยาของ BFDV ในนก Psittacine ในประเทศไทย”
Psittacine Beak and Feather Disease หรือ PBFD เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้ในนกอันดับ Psittaciformes เช่น นกแก้ว ค็อกคาทู ค็อกคาเทล เลิฟเบิร์ด ลอรี อิเล็กตัส แอฟริกันเกรย์ และพาราคีต เป็นต้น สาเหตุเกิดจาก Beak and Feather Disease Virus (BFDV) ซึ่งเป็น circovirus ขนาดเล็กที่มีสารพันธุกรรมเป็น single-stranded DNA โดยชื่อของโรคมาจากลักษณะที่พบในนกที่ป่วยแบบเรื้อรัง ได้แก่ ความผิดปกติของขนและจะงอยปาก อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ BFDV มีรูปแบบทางคลินิกกว้างกว่านั้น นกบางตัวอาจเกิดโรคเฉียบพลันและมีความผิดปกติของระบบเม็ดเลือดหรือภูมิคุ้มกัน ขณะที่นกอีกส่วนหนึ่งสามารถตรวจพบเชื้อได้โดยไม่มีอาการทางคลินิกในขณะตรวจ การติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการมีความสำคัญต่อระบาดวิทยาของโรค โดยเฉพาะในระบบเพาะพันธุ์และการซื้อขายนก เนื่องจากการประเมินจากรูปร่าง ขน หรือสุขภาพทั่วไปเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุสถานะการติดเชื้อ BFDV ของนกได้ทั้งหมด
BFDV คืออะไร?
BFDV จัดอยู่ใน genus Circovirus, family Circoviridae อนุภาคไวรัสไม่มี envelope มีโครงสร้างแบบ icosahedral และมีขนาดประมาณ 15–25 นาโนเมตร สารพันธุกรรมเป็น circular single-stranded DNA หรือ ssDNA แบบวงกลมขนาดเล็ก จีโนมของ circovirus ประกอบด้วย open reading frames หลักที่เข้ารหัส replication-associated protein (Rep) และ capsid protein (Cp หรือ Cap) โดย Rep มีบทบาทต่อการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของไวรัส ส่วน capsid protein เป็นองค์ประกอบโครงสร้างสำคัญของอนุภาคไวรัส นอกจากนี้ BFDV เป็น non-enveloped virus ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติด้านความคงทนของอนุภาคไวรัสเมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสที่มี lipid envelope การควบคุม BFDV ในสถานที่ที่มีนกหลายตัวจึงเกี่ยวข้องกับการจัดการฝุ่นขน สิ่งปนเปื้อน และพื้นผิวในสิ่งแวดล้อมร่วมกับการควบคุมการสัมผัสโดยตรงระหว่างนก
BFDV ทำให้เกิดโรคอย่างไร?
เนื้อเยื่อเป้าหมายสำคัญของ BFDV ได้แก่ เซลล์ที่มีการแบ่งตัว โดยเฉพาะเซลล์ใน feather follicles และเนื้อเยื่อของระบบ lymphoid การติดเชื้อในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างขนทำให้เกิด feather dystrophy ขณะที่ความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ lymphoid มีความสัมพันธ์กับ lymphoid depletion และ immunosuppression โดยใน feather follicles สามารถพบ degeneration และ necrosis ของ epithelial cells รวมถึงความผิดปกติของ feather pulp และการสร้าง keratin ที่ผิดปกติ ผลที่ตามมาคือขนที่กำลังเจริญอาจมีรูปร่างผิดปกติ ขาดง่าย มีเลือดออกภายในแกนขน หรือหยุดการเจริญเติบโต หนึ่งในลักษณะทางพยาธิวิทยาที่สัมพันธ์กับ PBFD คือ basophilic intracytoplasmic และ intranuclear inclusion bodies ภายในเซลล์ของ feather epithelium และ macrophages การศึกษาทาง electron microscopy และ immunohistochemistry แสดงให้เห็นว่า inclusion bodies เหล่านี้มีอนุภาคหรือ antigen ของ BFDV อยู่ภายใน โดยการศึกษาจากประเทศไทยมีรายงานลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ปี 2002 จาก sulphur-crested cockatoos (Cacatua galerita) จำนวน 3 ตัวที่เป็น PBFD การตรวจทางพยาธิวิทยาพบ inclusion bodies ใน feather tissues และ macrophages และตรวจพบ BFDV DNA จากขนที่ผ่านการ formalin fixation และ paraffin embedding ด้วย nested PCR นอกจากนี้ ผลของไวรัสต่อระบบภูมิคุ้มกันยังทำให้การแสดงอาการของโรคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความผิดปกติของขนและจะงอยปาก นกที่มี immunosuppression อาจมีความไวต่อ secondary infections เพิ่มขึ้น และในนกอายุน้อยบางชนิดสามารถเกิด systemic disease ที่มีความรุนแรงได้
นกที่ติด BFDV มีอาการอย่างไร?
ลักษณะทางคลินิกของ PBFD แตกต่างกันตามอายุ ชนิดของนก ระยะของการติดเชื้อ และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน สามารถพบได้ทั้งรูปแบบเฉียบพลัน เรื้อรัง และการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ
ในรูปแบบเรื้อรัง ความผิดปกติที่สังเกตได้ชัดมักเกี่ยวข้องกับขน ขนใหม่ที่กำลังงอกอาจมีลักษณะผิดรูป สั้นกว่าปกติ มี constriction ของ feather shaft มีเลือดออกภายใน pulp cavity หรือแตกหักง่าย ขนอาจหลุดและขึ้นกลับช้าหรือไม่ขึ้นกลับ ในขนที่มีสีอาจพบการสูญเสีย pigment ได้ เมื่อ feather follicles ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ความผิดปกติอาจรุนแรงขึ้นตามรอบการผลัดขน เนื่องจากขนชุดใหม่ที่เกิดจาก follicle ที่ได้รับผลกระทบสามารถมีรูปร่างผิดปกติเช่นเดียวกัน
ความผิดปกติของจะงอยปากสามารถพบในนกที่ป่วยบางตัว เช่น การเจริญมากผิดปกติ รอยแตก การแตกหัก หรือ necrosis แต่ไม่ใช่นกที่ติด BFDV ทุกตัวจะมี beak lesion ดังนั้นการไม่มีความผิดปกติของจะงอยปากไม่ได้ใช้ตัดการติดเชื้อ BFDV ออก ในนกอายุน้อยสามารถพบ acute หรือ peracute disease ซึ่งอาจแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด enteritis หรือ pneumonia และเสียชีวิตก่อนที่จะเกิด feather abnormalities แบบเรื้อรัง ใน African grey parrots มีรายงานภาวะ bone marrow involvement และ pancytopenia โดยตรวจพบ viral inclusions ใน thymus, bursa และ bone marrow

ภาพที่ 1: นกกระตั้วหงอนเหลือง (Cacatua galerita) ที่ติดเชื้อ Beak and Feather Disease Virus (BFDV) แบบเรื้อรังแสดงอาการทางคลินิกเด่นชัด ได้แก่ การสูญเสียขนและความผิดปกติของขน
ที่มา Raidal SR, Bonne NJ, Stewart M. Development of recombinant proteins as a candidate vaccine for Psittacine Beak and Feather Disease. Murdoch University; 2004.

ภาพที่ 2: นกกระตั้วหงอนเหลือง (Cacatua galerita) ที่เป็นโรค Psittacine Beak and Feather Disease (PBFD) ระยะรุนแรง พบการสูญเสียขนอย่างมากบริเวณปีกและลำตัวจนไม่สามารถบินได้ ร่วมกับความผิดรูปของจะงอยปากและปัญหาระบบทางเดินหายใจ
ที่มา: Beak and Feather Disease in Australian Parrots: Symptoms, Prognosis and Treatment. Adelaide Koala & Wildlife Centre. https://www.akawc.org.au/beak-and-feather.html
นกติด BFDV แต่ไม่มีอาการได้หรือไม่?
การติดเชื้อแบบ subclinical หรือ asymptomatic infection ได้รับการรายงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การศึกษาในภาคกลางของประเทศไทยที่ตีพิมพ์ในปี 2009 ตรวจนก Psittacine จำนวน 124 ตัวจาก 10 genera และ 20 species ด้วย multiplex PCR พบ BFDV 80 ตัว หรือ 64.5% ในกลุ่มนกที่ให้ผลบวกต่อ BFDV จำนวน 80 ตัว มี 65 ตัว หรือ 81.2% ที่ไม่มีอาการทางคลินิก ในช่วงที่ศึกษา ข้อมูลประเทศไทยที่ตีพิมพ์ในปี 2026 ให้ผลในลักษณะเดียวกัน การศึกษานก Psittacine ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในประเทศไทยช่วงปี 2020–2024 กำหนดให้นกที่รวมอยู่ในการศึกษาต้องมีความอยากอาหารปกติและไม่มี clinical signs of illness ในวันที่เก็บตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ยังตรวจพบ BFDV ในตัวอย่าง 808 จาก 10,181 ตัวอย่าง หรือ 7.94% ข้อมูลทั้งสองช่วงเวลาแสดงให้เห็นว่าการตรวจพบ BFDV ไม่ได้จำกัดอยู่ในนกที่มี feather abnormalities หรือ clinical PBFD เท่านั้น
BFDV แพร่เชื้อได้อย่างไร?
หลักฐานการทดลองแสดงว่า BFDV สามารถพบได้ใน feather dust, feces และ crop secretions ของนกที่ติดเชื้อ จากการศึกษาโดย Ritchie และคณะ ได้อธิบายการขับเชื้อในนก Psittacine ที่ได้รับการวินิจฉัย PBFD และสามารถตรวจพบไวรัสจากอุจจาระและ crop washings รวมถึงตรวจพบ BFDV ในปริมาณสูงใน feather dust ที่เก็บจากห้องซึ่งเลี้ยงนกที่เป็น PBFD จำนวน 22 ตัว ในช่วงการศึกษาดังกล่าว 8 จาก 31 ตัวอย่าง หรือ 26% ตรวจพบการขับไวรัสทางอุจจาระ และ 3 จาก 14 crop washings หรือ 21% ตรวจพบไวรัส ผลการศึกษาสนับสนุนว่า susceptible birds สามารถได้รับเชื้อจากการสัมผัส feather dust, feces หรือ crop secretions ที่ปนเปื้อนไวรัส นอกจากนี้ รอยโรคที่มี viral inclusions ยังสามารถพบใน palate, esophagus, crop, intestine, bursa of Fabricius และ liver ซึ่งสนับสนุนความเป็นไปได้ของการขับเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารและอุจจาระ โดยภาพรวมแล้ว เส้นทางการแพร่เชื้อจึงประกอบด้วย direct contact ระหว่างนกและ indirect transmission ผ่านฝุ่นขน กรง nest boxes อุปกรณ์ พื้นผิว หรือวัสดุที่มีสารคัดหลั่งและสิ่งขับถ่ายปนเปื้อน
ทำไม feather dust จึงมีความสำคัญ?
นกสร้าง feather dust และ dander อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีนกหลายตัวหรือมีการผลัดขน ปริมาณอนุภาคจากขนในสิ่งแวดล้อมจึงอาจสูงได้ การตรวจพบ BFDV ใน feather dust มีหลักฐานจากการแยกและตรวจพิสูจน์ไวรัสโดยตรง ไม่ได้อาศัยเฉพาะการตรวจ DNA ด้วย PCR เท่านั้น งานของ Ritchie และคณะตรวจพบอนุภาค BFDV ใน feather dust และยืนยันลักษณะด้วยวิธีทาง ultrastructure, physical และ antigenic techniques จึงสามารถเกิดการปนเปื้อนของบริเวณเลี้ยงนกผ่านอนุภาคจากขน รวมถึงอุปกรณ์และพื้นผิวที่สัมผัสฝุ่นดังกล่าวได้
การตรวจวินิจฉัย BFDV
การวินิจฉัย PBFD ประกอบด้วยการพิจารณาประวัติและอาการทางคลินิก ร่วมกับการตรวจหาเชื้อหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ รวมถึงการตรวจทางพยาธิวิทยาในกรณีที่เหมาะสม โดย Polymerase chain reaction (PCR) เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายในการตรวจหา BFDV DNA สามารถใช้ตรวจตัวอย่างจาก blood, feather material, feather dander หรือ feces ได้ และสามารถตรวจพบการติดเชื้อในนกที่ยังไม่มี clinical signs นอกจากนี้ Histopathology สามารถใช้ตรวจ feather follicle และเนื้อเยื่ออื่นเพื่อหาลักษณะ lesion และ inclusion bodies ที่สัมพันธ์กับ PBFD โดย basophilic intracytoplasmic หรือ intranuclear inclusions สามารถพบได้ทั้งใน feather tissues และอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบ lymphoid
ชนิดตัวอย่างมีผลต่ออัตราการตรวจพบ
ข้อมูลประเทศไทยแสดงความแตกต่างของ BFDV detection rate ตามชนิดตัวอย่างอย่างชัดเจน โดยการศึกษาในนก Psittacine จำนวน 4,243 ตัว ซึ่งตีพิมพ์ใน Acta Tropica ปี 2024 พบ BFDV 346 ตัว หรือ 8.2% โดยการตรวจจาก feather samples ให้ positivity 12.1% และการใช้ pooled dried blood + feather ให้ 15.4% ขณะที่ dried blood เพียงอย่างเดียวให้ 4.8% นอกจากนี้ ข้อมูลปี 2020–2024 ที่ตีพิมพ์ในปี 2026 พบรูปแบบใกล้เคียงกัน ในตัวอย่างสำหรับตรวจ BFDV จำนวน 10,181 ตัวอย่าง พบ positivity 12.12% เมื่อใช้ pooled dried blood + feather และ 12.78% เมื่อใช้ pooled feather + feces ขณะที่ pooled dried blood + feces อยู่ที่ 4.08%
ผล PCR บอกอะไร?
ผล PCR-positive แสดงว่าตรวจพบ BFDV DNA ในตัวอย่างที่นำมาตรวจ แต่การตรวจพบ viral DNA ไม่ได้ระบุระดับความรุนแรงของโรคทางคลินิก เนื่องจาก BFDV สามารถตรวจพบในนกที่ไม่มีอาการได้ ในทำนองเดียวกัน การแปลผล negative result ต้องพิจารณาชนิดตัวอย่าง วิธีการเก็บตัวอย่าง คุณภาพตัวอย่าง และลักษณะของ assay ที่ใช้ เนื่องจากการกระจายของ BFDV ใน blood, feathers และสิ่งขับถ่ายไม่เท่ากัน และข้อมูลประเทศไทยแสดง detection rate ที่แตกต่างกันระหว่าง sample types การตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงแยกแนวคิดระหว่าง BFDV infection ซึ่งหมายถึงการตรวจพบหลักฐานของการติดเชื้อ และ clinical PBFD ซึ่งหมายถึงการเกิดโรคและรอยโรคที่สัมพันธ์กับเชื้อในตัวนก
โรคอื่นที่อาจมีอาการคล้าย PBFD
Feather abnormalities ไม่ได้จำเพาะต่อ BFDV ความผิดปกติของขนสามารถพบจากสาเหตุอื่น เช่น avian polyomavirus infection ภาวะโภชนาการไม่เหมาะสม โรคของ feather follicles การบาดเจ็บ และ feather destructive behavior นอกจากนี้ Avian polyomavirus มีความสำคัญในการวินิจฉัยแยกโรค เนื่องจากสามารถทำให้เกิด feather abnormalities ในนก Psittacine โดยเฉพาะในนกอายุน้อย และสามารถพบการติดเชื้อ BFDV และ avian polyomavirus พร้อมกันได้ ในการศึกษาในภาคกลางของประเทศไทยปี 2009 พบ BFDV 64.5%, avian polyomavirus 8.1% และพบ BFDV/APV co-infection 9 จาก 124 ตัว หรือ 7.2% ของนกที่ศึกษา
ภาพรวมทางระบาดวิทยาของ BFDV ในระดับโลก
BFDV มีการตรวจพบใน Psittacine birds จากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งในนกเลี้ยงและประชากรตามธรรมชาติ Molecular epidemiology แสดงให้เห็นความหลากหลายทางพันธุกรรมของไวรัสและการกระจายของ viral lineages ระหว่าง host species และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ การค้าและการเคลื่อนย้ายนก Psittacine ระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์กับการกระจายของ BFDV genotypes ในหลายภูมิภาค และสามารถนำเชื้อเข้าสู่ประชากรที่ไม่เคยสัมผัสไวรัสมาก่อนได้ โดยงานศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ที่ตีพิมพ์ในปี 2025 รวบรวม 30 การศึกษาที่ตรวจนก Psittacine รวม 16,901 ตัว จาก 30 species และหลายภูมิภาคทั่วโลก รายงาน pooled molecular prevalence ของ BFDV ที่ 16.3% (95% CI 11.4–22.0%) การวิเคราะห์ subgroup พบความแตกต่างตาม genus อายุ และชนิดตัวอย่าง โดยกลุ่ม Agapornis มี pooled prevalence 26.6% และกลุ่ม young birds 22.5% ขณะที่ blood samples มี pooled prevalence 11.2% ซึ่งต่ำกว่าตัวอย่างบางประเภท
ระบาดวิทยาของ BFDV ในประเทศไทย
ประเทศไทยมีหลักฐานการตรวจพบ BFDV ทั้งจาก clinical cases, captive bird surveys, molecular epidemiology และการตรวจในนก Psittacine ที่อยู่ในระบบการค้า
หนึ่งในรายงานที่ยืนยัน PBFD ในประเทศไทยตีพิมพ์ในปี 2002 โดยศึกษานก sulphur-crested cockatoo (Cacatua galerita) ที่เลี้ยงในประเทศไทยจำนวน 3 ตัว การตรวจทางพยาธิวิทยาพบ inclusion bodies ที่สัมพันธ์กับ PBFD ใน feather tissues และ macrophages และสามารถตรวจพบ BFDV DNA จาก formalin-fixed paraffin-embedded feather tissues ด้วย nested PCR รายงานดังกล่าวเป็นหลักฐานของ clinical PBFD ในประเทศไทย แต่เนื่องจากเป็นการรายงานผู้ป่วยจำนวน 3 ตัว จึงไม่ได้ให้ข้อมูล prevalence ในระดับประชากร
งานของ Fungwitaya และคณะซึ่งตีพิมพ์ปี 2009 ศึกษา captive psittacines จำนวน 124 ตัว ครอบคลุม 10 genera และ 20 species โดยเก็บตัวอย่างระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2006 ตรวจ BFDV และ avian polyomavirus ด้วย multiplex PCR จาก dry blood spot และ feather bulb พบ BFDV-positive 80/124 หรือ 64.5%, APV-positive 10/124 หรือ 8.1% และ BFDV/APV co-infection 9/124 หรือ 7.2% ใน BFDV-positive birds จำนวน 80 ตัว มี 65 ตัว หรือ 81.2% ที่ไม่มีอาการ และงานดังกล่าวพบว่า feather bulb มีความเหมาะสมต่อการตรวจ BFDV ด้วยวิธีที่ใช้มากกว่า dry blood spot
ในปี 2011 Sariya และคณะศึกษาจีโนม BFDV isolates จากนก Psittacine ที่เลี้ยงในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ whole-genome sequences จำนวน 17 isolates จากนก 12 genera ขนาดจีโนมของ isolates อยู่ระหว่าง 1,990–2,015 nucleotides และมี predicted ORFs ระหว่าง 4–6 ORFs โดย ORF1, ORF2 และ ORF5 พบใน isolates ทั้งหมด การสร้าง phylogenetic tree จาก amino acid sequence ของ ORF2 แบ่ง BFDV ในชุดข้อมูลนั้นออกเป็น 10 clusters โดย Thai isolates อยู่ใน clusters I, II และ V โดย Cluster I และ II ในชุด sequence ที่นำมาศึกษาแสดง geographical restriction ที่สัมพันธ์กับประเทศไทย ขณะที่ cluster II มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ BFDV isolates จากออสเตรเลีย ส่วน cluster V ไม่แสดง geographical หรือ host-species restriction ชัดเจน ข้อมูลนี้แสดงถึง genetic diversity ของ BFDV ที่ตรวจพบในประเทศไทย และยืนยันว่าการติดเชื้อในประเทศไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับ viral lineage เดียว
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Acta Tropica ปี 2024 วิเคราะห์นก Psittacine ที่เลี้ยงในประเทศไทยจำนวน 4,243 ตัว พบ BFDV-positive 346 ตัว หรือ 8.2% โดยการตรวจพบแตกต่างตาม sample type โดย feather samples ให้ผลบวก 12.1%, pooled dried blood + feather ให้ผลบวก 15.4% และ dried blood samples ให้ผลบวก 4.8% นอกจากนี้ การทำ Generalised Linear Model ของการศึกษาพบว่า sample type, species และ season มีความสัมพันธ์กับ BFDV prevalence ในประชากรที่ศึกษา โดย blue-eyed cockatoo (Cacatua ophthalmica) และ ring-necked parakeet (Psittacula krameri) มี association กับ prevalence ที่สูงกว่า species อื่นในแบบจำลองของการศึกษานั้น
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Veterinary Journal ปี 2026 วิเคราะห์ข้อมูลจากนก Psittacine ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในประเทศไทยระหว่างปี 2020–2024 และตรวจหา parrot bornavirus (PaBV), BFDV และ avian polyomavirus (APV) สำหรับ BFDV มีตัวอย่างที่ได้รับการตรวจทั้งหมด 10,181 ตัวอย่าง พบ BFDV-positive 808 ตัวอย่าง หรือ 7.94% (95% CI 7.42–8.48%) โดยผล BFDV-positive birds พบใน 34 genera และ 66 species รวมถึง hybrid macaws และ detection rate ใน family Psittaculidae สูงกว่าบาง family อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ การศึกษายังรายงาน PaBV 7.17% และ APV 0.57% และพบ viral co-infections ใน 0.52% ของนก โดย PaBV-BFDV เป็นรูปแบบ co-infection ที่พบมากที่สุดในการศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างการซื้อขายนกกับระบาดวิทยาของ BFDV
BFDV มี genetic diversity สูงและมีการตรวจพบ viral lineages ในหลายพื้นที่ทั่วโลก การศึกษาด้าน molecular epidemiology สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนย้ายนก Psittacine กับการกระจายของไวรัสระหว่างพื้นที่ สำหรับประเทศไทย การตรวจพบ BFDV ใน 34 genera และ 66 species จากประชากรนกในระบบการค้าช่วงปี 2020–2024 แสดงให้เห็นว่า viral detection ไม่ได้จำกัดอยู่ใน Psittacine species เพียงกลุ่มเดียว การตรวจพบเชื้อใน clinically healthy birds ทำให้การเคลื่อนย้ายนกที่ไม่มีอาการสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ epidemiological interface ระหว่าง breeder, trader, owner และสถานที่ที่มีนกหลายตัวได้ แต่การตรวจพบ BFDV DNA ในตัวนกไม่ได้ระบุจากข้อมูลเพียงอย่างเดียวว่านกตัวนั้นกำลังขับ infectious virus ในปริมาณเท่าใด
การป้องกันและควบคุม BFDV
ปัจจุบันไม่มี specific antiviral treatment สำหรับ PBFD การรักษานกที่เกิด clinical disease เป็นการรักษาแบบ supportive และการจัดการโรคหรือการติดเชื้อแทรกซ้อนตามที่ตรวจพบ การควบคุม BFDV ในประชากรนกจึงอาศัยมาตรการลดการนำเชื้อเข้าสู่กลุ่มและลดการแพร่เชื้อระหว่างนก ได้แก่ การแยกนกเข้าใหม่ การตรวจคัดกรอง การแยกนกที่ตรวจพบเชื้อจาก susceptible birds และการจัดการ feather dust รวมถึงสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อน การตรวจคัดกรองก่อนนำนกใหม่เข้าฝูงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับลักษณะ epidemiology ของ BFDV เนื่องจากทั้งข้อมูลประเทศไทยปี 2009 และ 2026 ยืนยันว่าการตรวจพบ BFDV สามารถเกิดขึ้นในนกที่ไม่มีอาการ สำหรับ PCR-positive birds ที่ไม่มีอาการ การประเมินสถานะของนกต้องคำนึงถึงชนิดตัวอย่าง วิธีตรวจ ประวัติของนก และผลการตรวจติดตาม เนื่องจาก PCR ตรวจหา viral DNA และไม่ได้วัดความรุนแรงของ clinical PBFD โดยตรง
มีวัคซีนป้องกัน PBFD หรือไม่?
การควบคุม PBFD ในปัจจุบันยังไม่ได้อาศัย commercial vaccination program แบบเดียวกับโรคไวรัสบางชนิดในสัตว์ปีก การพัฒนาวัคซีน BFDV ยังคงเป็นหัวข้อของงานวิจัย โดยมีการศึกษาทั้ง recombinant capsid protein และ vaccine platforms รูปแบบอื่น แต่ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการป้องกัน PBFD ในประชากรนก Psittacine ทั่วไป ดังนั้น การตรวจหาเชื้อ การจัดการนกเข้าใหม่ การควบคุมการแพร่เชื้อ และ biosecurity ยังคงเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดการ BFDV ในระดับประชากร
บริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อในนกด้วยเทคนิค Molecular Diagnostics
การตรวจทางห้องปฏิบัติการมีบทบาทสำคัญในการค้นหาการติดเชื้อ BFDV โดยเฉพาะในนกที่ยังไม่แสดงอาการ รวมถึงการคัดกรองนกก่อนนำเข้าฝูง ก่อนการผสมพันธุ์ หรือเมื่อต้องประเมินโรคติดเชื้อหลายชนิดที่อาจมีอาการใกล้เคียงกัน
ห้องปฏิบัติการโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อในสัตว์ บริษัท เอส ไบโอเทค จำกัด ให้บริการตรวจหาเชื้อก่อโรคในนกด้วยเทคนิค Real-time PCR และ Real-time RT-PCR ครอบคลุมเชื้อสำคัญในกลุ่ม psittacine birds เช่น Parrot Bornavirus (PaBV), Beak and Feather Disease Virus (BFDV), Avian Polyomavirus (APV) รวมถึงเชื้อก่อโรคในนกและสัตว์ชนิดอื่นตามรายการตรวจของห้องปฏิบัติการ การตรวจระดับสารพันธุกรรมช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยในนกที่มีอาการ และมีประโยชน์อย่างยิ่งในการคัดกรอง subclinical infection ซึ่งไม่สามารถประเมินจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ หากต้องการตรวจคัดกรองนกก่อนเข้าฝูง ตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติของขน หรือตรวจกลุ่มโรคติดเชื้อในนก สามารถส่งตัวอย่างตรวจที่ห้องปฏิบัติการของ บริษัท เอส ไบโอเทค จำกัด
From screening to diagnosis — ตรวจหาเชื้อก่อนที่อาการจะเป็นคำตอบ

ภาพที่ 4: ห้องปฏิบัติการโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อในสัตว์ บริษัท เอส ไบโอเทค จำกัด มีความพร้อมด้านเครื่องมือสำหรับการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล พร้อมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจหาเชื้อก่อโรคในสัตว์ เพื่อสนับสนุนการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยโรคติดเชื้ออย่างเหมาะสมกับแต่ละชนิดตัวอย่าง
สำหรับคลินิกที่ต้องการตรวจ PCR ได้เอง: Bioguard Qmini
สำหรับโรงพยาบาลสัตว์ คลินิกสัตว์พิเศษ หรือห้องปฏิบัติการที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการตรวจ molecular diagnostics ภายในสถานที่ Bioguard Qmini เป็นระบบสำหรับงานสกัดกรดนิวคลีอิกและ Real-time PCR ประกอบด้วย BVG-1100 Nucleic Acid Extractor และ BVQ-1100 Real-time PCR Analyzer
ระบบออกแบบ workflow เป็น 3 ขั้นตอน ตั้งแต่ Nucleic Acid Extraction → PCR Amplification → Report Generation ตัวเครื่องสกัดใช้ magnetic bead technology สามารถสกัดกรดนิวคลีอิกอัตโนมัติครั้งละ 2 ตัวอย่าง โดยระบุเวลาในการสกัดประมาณ 8 นาที ส่วนเครื่อง Real-time PCR ใช้ระบบ TaqMan probe แสดงค่า Ct และ amplification curve พร้อมสร้างรายงานผลอัตโนมัติ
จุดที่น่าสนใจสำหรับคลินิกคือความสามารถในการนำ molecular testing เข้าใกล้ผู้ป่วยมากขึ้น ลดขั้นตอนการส่งตรวจออกนอกสถานที่ในรายการที่คลินิกเลือกดำเนินการเอง และสามารถเก็บ nucleic acid ที่สกัดแล้วไว้ใช้กับรายการตรวจเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมของ workflow
สำหรับงานด้าน Exotic และ Avian Medicine Bioguard มีชุดตรวจที่ระบุใน product catalogue เช่น Parrot Bornavirus, Parrot Beak and Feather Disease Virus และ Avian Polyomavirus รวมถึงรายการอื่น เช่น Parrot Herpesvirus, Pigeon Circovirus และ Pigeon Paramyxovirus 1 นอกจากนี้ยังมี panel ที่รวม Parrot Beak and Feather Disease Virus / Avian Polyomavirus ในรายการเดียวกัน
สำหรับคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถาม รายการตรวจ การเลือกชนิดตัวอย่าง การจัดส่งตัวอย่าง เครื่อง Qmini ชุดน้ำยา และการวางระบบ PCR สำหรับใช้งานภายในคลินิก ได้โดยตรงกับบริษัท

ภาพที่ 3: ระบบ Bioguard Qmini สำหรับการสกัดกรดนิวคลีอิกและตรวจด้วยเทคนิค Real-time PCR ประกอบด้วย BVG-1100 Nucleic Acid Extractor และ BVQ-1100 Real-time PCR Analyzer โดยมี workflow 3 ขั้นตอน ได้แก่ Nucleic Acid Extraction → PCR Amplification → Report Generation เครื่องสกัดใช้เทคโนโลยี magnetic bead สามารถสกัดกรดนิวคลีอิกอัตโนมัติได้ครั้งละ 2 ตัวอย่าง ใช้เวลาประมาณ 8 นาที ขณะที่เครื่อง Real-time PCR ใช้ระบบ TaqMan probe พร้อมแสดงค่า Ct, amplification curve และสร้างรายงานผลอัตโนมัติ
แนะนำผลิตภัณฑ์: Bioguard Qmini
|
|
Qmini Real-time PCR Analyzer Brand : Bioguard |
|
หมายเหตุสำหรับสัตวแพทย์ :
สำหรับการสั่งซื้อ กรุณาติดต่อทีมขายหรือฝ่ายบริการลูกค้าเพื่อรับคำปรึกษาและรายละเอียดการสั่งซื้อ
แหล่งที่มา :
1. Kiatipattanasakul-Banlunara W, Tantileartcharoen R, Katayama KI, Suzuki K, Lekdumrogsak T, Nakayama H, Doi K. Psittacine beak and feather disease in three captive sulphur-crested cockatoos (Cacatua galerita) in Thailand. Journal of veterinary medical science. 2002;64(6):527-9.
2. Fungwitaya P, Bunlertcharoensuk A, Uttamaburana W, Sariya L, Chaichoune K, Ratanakorn P, Boonyarittichaikij R. Prevalence of psittacine beak and feather disease and avian polyomavirus disease infection in captive psittacines in the central part of Thailand by multiplex polymerase chain reaction.
3. Sariya L. Genetic analysis of beak and feather disease virus isolated from captive psittacine birds in Thailand. The Southeast Asian journal of tropical medicine and public health. 2011 Jan 1.
4. Saechin A, Suksai P, Sariya L, Mongkolphan C, Tangsudjai S. Species and seasonality can affect recent trends in beak and feather disease virus prevalence in captive psittacine birds. Acta Tropica. 2024 Jan 1;249:107071.
5. Saechin A, Sedwisai P, Mongkolphan C, Boonyarittichaikij R, Tangsudjai S. Temporal patterns, co-infections, and risk factors of PaBV, BFDV, and APV in pet psittacine birds traded in Thailand. The Veterinary Journal. 2026 Jan 13:106562.
6. Ritchie BW, Niagro FD, Latimer KS, Steffens WL, Pesti D, Ancona J, Lukert PD. Routes and prevalence of shedding of psittacine beak and feather disease virus. American Journal of Veterinary Research. 1991 Nov 1;52(11):1804-9.
7. Zhang X, Liu H, Shi J, Zhou H, Lin X, Zhang H, Zhang T. A meta-analysis of global prevalence of psittacine beak and feather disease virus infection and associated risk factors. Animals. 2025 May 20;15(10):1473.
8. Kang EG, Han JH, Shim YJ, Lee DN, Choi KS, Yeon SC. Psittacine beak and feather disease: Global spread, international trade, and conservation challenges. Animals. 2025 Oct 10;15(20):2947.



